Man About Town

ในสังคมที่สับสนวุ่นวาย ใครหลายคนพยายามไขว่คว้าหา (สิ่งที่คิดว่าเป็น) ความสุขในชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นเงิน อำนาจ หรือความสำเร็จ

แต่ระหว่างการเดินทางไปยังจุดที่มุ่งหวัง เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่า ความสมบูรณ์แบบภายนอกพวกนี้ ทำให้เรามีความสุขยั่งยืนได้จริงๆ หรือ

เพราะถึงจะมีเพียบพร้อมซะทุกอย่าง แต่ถ้าต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง แถมยังไม่มีคนคอยเคียงข้าง

แล้วจะอบอุ่นใจได้ยังไงกัน

แจ๊ค เกียโมโร่ (เบน เอฟเฟล็ค) เอเย่นต์ดาราระดับแถวหน้าในวงการฮอลลีวู้ด ที่ดูเหมือนจะมีพร้อมทุกอย่างจนน่าอิจฉา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จ เงินทอง อำนาจต่อรอง และภรรยาสาวสวยสุดเซ็กซี่ นีน่า (รีเบคก้า โรมิจน์)

แต่แจ๊คกลับยังรู้สึกว่า ชีวิตของเขายังมีบางสิ่งที่ขาดหายไป จนเกิดความหวาดกลัวลึกๆ ในใจ

“ผมมาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิต”

เขาก็เลยลงเรียนวิชาเขียนไดอารี่เพื่อสำรวจความรู้สึกตัวเอง โดยมีโจทย์ที่ต้องค้นหาคือ Who I am?

ถึงจะเป็นคำถามสั้นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะตอบว่า ตัวเองเป็นใคร

การบันทึกในแต่ละวัน เป็นเหมือนกับการบำบัดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขาได้ประเมินชีวิตตัวเองอีกครั้ง

แจ๊คเขียนในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องที่นีน่านอกใจไปมีสัมพันธ์กับนักเขียนบท ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของเขา รวมถึงความเบื่อหน่ายแบบสุดสุดในอาชีพของตัวเอง

การเขียนนี่เอง ที่ทำให้แจ๊คได้เรียนรู้ถึง การให้อภัยและปล่อยวาง เพราะทุกคนย่อมมีข้อบกพร่องในตัวเอง

และได้ค้นพบคำตอบว่า ความปวดร้าวในชีวิตเกิดขึ้นเพราะอะไร

Man About Town มีกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ โดยเล่าเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงภายในใจ ผ่านไดอารี่ของแจ๊ค

ซึ่งทำให้เราได้เห็นแจ๊คในทุกมุมมองจนเกิดความรู้สึกร่วม และไดอารี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งจุดวิกฤตของตัวละครได้อย่างกลมกลืน

นอกจากนี้ หนังยังซ่อนสัญลักษณ์ให้ต้องขบคิดอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะมุมมองของภาพ เพราะถ้าสังเกตจะเห็นได้เลยว่า มุมมองของภาพในช่วงแรกและช่วงหลังของเรื่องจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จากมุมมองที่เคยโฟกัสเพียงมุมแคบๆ ในตอนแรกๆ ก็ค่อยๆ ขยายสู่มุมมองที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปิดใจและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลง

แม้ว่า ไมค์ บินเดอร์ ผู้กำกับฯหนังเรื่องนี้ จะบอกกับทุกคนว่า แนวหนังของเขาคือโรแมนติคคอมเมดี้ แต่เราว่าไม่ใช่ เพราะเท่าที่เห็น ก็ต้องบอกว่า นี่คือหนังโรแมนติคดราม่าชัดๆ

เพราะนอกจากหลายมุข (ที่พยายามให้) ขำ จะไม่ขำแล้ว รสที่ได้รับ ยังไม่ใช่ความหวานละมุนละไมน่ารัก แต่เป็นรสหวานแบบปร่าๆ ปนขมนิดๆ ด้วยซ้ำ

ขมจากชีวิตจริงที่กระแทกใจอย่างแรง

หลายครั้งที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น และทุ่มเททุกอย่างให้ได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ โดยอ้างว่าที่ทำไปทั้งหมดเพื่อคนที่เรารัก

แต่เคยถามคนๆ นั้นบ้างไหม ว่าเขาต้องการหรือเปล่า เพราะบางทีแค่รอยยิ้มเล็กๆ ของเรา ก็มีค่าที่สุดสำหรับเขาแล้ว

ถ้าเราลองหยุดพักสักนิด และคิดถึงความรู้สึกของคนรอบตัวบ้าง ความสุขก็อาจอยู่ใกล้แค่มือคว้าเอง

มติชนรายวัน : วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10443

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: